9 เคล็ดลับในการรับมือกับความเครียดเมื่อ Work from home

ผลกระทบลบจากการ Work from home

ความเครียดจากการทำงานที่บ้านเป็นผลสืบเนื่องจากวิกฤติการระบาดโควิด-19 พนักงานส่วนใหญ่มีปัญหาในการปรับตัว โดยเฉพาะเส้นแบ่งระหว่างงานและการพักผ่อนไม่ชัดเจน เช่น ไม่สามารถปิดจบงาน (cut off) ในแต่ละวันได้, เหนื่อยล้าจากการประชุมทางไกลที่ใช้สมาธิและเวลามากกว่าเดิม หรือความคาดหวังให้สแตนด์บายงานตลอดเวลา, อุปสรรคการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีในการทำงานทางไกล จนเกิดความเครียด ความกดดันนำไปสู่ความเหนื่อยล้าและอาการหมดไฟในการทำงาน การขยายเวลาการทำงานที่บ้าน ทำให้พนักงานสร้างสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานได้ยาก

งานวิจัยระบุว่าการทำงานจากที่บ้านในช่วงการระบาดนี้ทำให้ระดับความเหงาและความทุกข์ทางจิตใจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำงานจากที่บ้านและอยู่คนเดียวจะรู้สึกโดดเดี่ยวมากที่สุด นอกจากนั้นงานวิจัยยังพบอาการทั่วไปของความเครียดได้แก่ ปวดหัว 58% อารมณ์แปรปรวน 51% ความก้าวร้าวในครอบครัว 37% และความตึงเครียดทางร่างกาย 27% ด้วยการทำงานจากที่บ้านและปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น พนักงานต้องเผชิญกับความท้าทายในการทำงาน ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพจิตและชีวิตส่วนตัวของพวกเขา หากไม่มีจุดสิ้นสุดของการระบาดใหญ่ ทางออกเดียวที่เรามีคือการหากลยุทธ์ที่สร้างสุขจากการทำงานที่บ้านได้อย่างเหมาะสมเพื่อจัดการกับความเครียดนี้ของคุณ

มาทำความรู้จักกับความเครียดกัน

ความเครียด (stress) คือ การตอบสนองทางร่างกาย (physiological) และทางจิตใจ (psychological) ของเราต่อแรงกดดันของเหตุการณ์ที่กระตุ้นให้คนรู้สึกถูกกคามหรือไม่พอใจต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในการดำรงชีวิต รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่ที่เราไม่คาดคิด เช่น ความเครียดจากการตกงาน กังวลเรื่องการเงิน ปรากฏการณ์ที่ทำให้เราเกิดการตอบสนองต่อความเครียดมีอยู่ 3 ประเภท คือ

  • ความเครียดเชิงบวก (Positive stress) มักเป็นความเครียดในระดับที่จัดการได้ อาจใช้ความพยายามมากกว่าเดิม เช่น การได้รับตำแหน่งงานที่สูงขึ้น การพูดในสาธารณะ อาจมีสัญญาณทางร่างกาย เช่น หัวใจเต้นเร็ว มือสั่น ทางใจรู้สึกตื่นเต้น ท้าทาย ความเครียดชนิดนี้มีระยะเวลาของปัญหาที่ชัดเจน ผู้เผชิญมีความสามารถ หรือทักษะในการจัดการปัญหานั้น
  • ความเครียดที่ทนทานได้ (Tolerable stress) เป็นระดับความเครียดที่เพิ่มมากขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับที่อดทนได้ มีระยะเวลาในการเผชิญกับความเครียดไม่ยาวนาน ได้รับการสนับสนุนการช่วยเหลือจากคนรอบข้าง มีสัญญาณทางกาย เช่น ปวดหัว เมื่อยล้าตามร่างกาย ทางจิตใจ เช่น ท้อแท้ เหนื่อยใจ
  • ความเครียดที่เป็นพิษ (Toxic stress) เป็นความเครียดที่สะสมระยะเวลานาน มีระดับรุนแรงขาดการสนับสนุนช่วยเหลือจากคนรอบข้าง และร่างกายไม่สามารถปรับสู่สภาวะสมดุลได้ด้วยตัวเอง ในทางจิตใจรู้สึกหวาดกลัว สิ้นหวัง เดียวดายไม่อยากยุ่งกับใคร หากปล่อยสภาวะนี้เป็นเวลายาวนานอาจนำไปสู่อาการของโรคต่างๆ เช่นภาวะซึมเศร้า อาการทางจิตเวช

เมื่อเราเผชิญกับความเครียด ร่างกายของเราจะผลิตฮอร์โมนความเครียดคอติซอลทำให้ร่างกายมีความทนทานมากขึ้น และอะดรีนาลีนที่กระตุ้นการตอบสนองของการต่อสู้หรือหนี ทำให้หัวใจเต้นเร็ว กล้ามเนื้อตึงเครียด และส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้อ่อนแอ  หากความเครียดสะสมอยู่ในร่างกายมาก ร่างกายจะกักเก็บความเครียดเรื้อรังส่งผลเสียต่อสุขภาพ มากกว่า 90%ทำให้เกิดโรคต่างๆ

สาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียด

เราทุกคนจัดการกับความเครียดต่างกัน ความสามารถในการรับมือขึ้นอยู่กับพันธุกรรม เหตุการณ์ชีวิตวัยเด็ก บุคลิกภาพ สถานการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจ หลายสิ่งหลายอย่างอาจนำไปสู่ความเครียด ได้แก่

  • ปัญหาด้านการเงิน หนี้สิน
  • ปัญหาการงาน ตกงาน เปลี่ยนหน้างานกระทันหัน
  • ปัญหาด้านความสัมพันธ์ การหย่าร้าง การใช้ความรุนแรงในครอบครัว
  • ปัญหาด้านสุขภาพและจิตใจ
  • การสูญเสียชีวิต หรือการพลัดพรากกับบุคคลอันเป็นที่รัก
  • การเปลี่ยนแปลงชีวิตเชิงบวก เช่น การย้ายบ้านใหม่ เลื่อนตำแหน่งงาน หรือไปเที่ยวพักผ่อน 

สัญญาณของความเครียด

9 เคล็ดลับในการรับมือกับความเครียด

การรับมือกับความเครียดได้ดีนั้น เหมือนกับการฉีดวัคซีนให้จิตใจของเรามีความแข็งแกร่งสามารถเผชิญกับสถานการณ์กดดันได้ โดยธรรมชาติฮอร์โมนความเครียดของเรามักจะกลับมาปกติ เมื่อเหตุการณ์ความเครียดสิ้นสุดลง และจะไม่มีผลถาวรใดๆ หากเรารู้วิธีรับมือความเครียดได้อย่างเหมาะสม

1. การใจดีกับตัวเองหรือรักตนเอง (Self-love)

การพูดคุยกับตัวเองด้วยความรัก/ความกรุณา เป็นกระบวนการสื่อสารระหว่างตัวเรากับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ภายในตนเอง เป็นความพยายามมองสิ่งดีๆ ไม่กดดันตัวเองมากเกินไป ยอมรับในข้อจำกัดของตนเอง รู้จักขอบคุณตนเองในแต่ละวัน

2. การปลอบโยนตนเอง (Self-soothing)

เป็นการสร้างนิสัยความสุข ด้วยวิธีการปฏิบัติต่อตนเองอย่างอ่อนโยน โดยการใช้คำพูดเชิงบวก ให้กำลัง การโอบกอด หรือสัมผัสกับตนเองด้วยความสงบ ผ่อนคลาย เพื่อทำให้ตนเองข้ามพ้นสถานการณ์ลบที่มีความกดดัน และความเจ็บปวดต่างๆ

3. การเฉลิมฉลองชัยชนะเล็กๆ (Celebrate)

เรียนรู้การให้รางวัลกับตนเอง เมื่อทำเป้าหมายเล็กๆ สำเร็จจากการสอยออกจากเป้าหมายใหญ่ เช่น การให้เวลาที่มีคุณภาพ การทำกิจกรรมที่ชื่นชอบ การมอบของขวัญให้ตนเอง เป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้ทำภารกิจที่มีความท้าทายด้วยพลังบวก

4. การทำกิจกรรมฐานกาย (Physical activity)

การให้เวลาในการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ร่างกายออกแรง สร้างความสดชื่น กระปรี่กระเปร่า มีกิจกรรมทำนอกบ้านหรือกลางแจ้ง เช่น การวิ่ง รดน้ำต้นไม้ โยคะ เต้นรำ ทุกครั้งของการออกแรงสมองจะหลั่งสารแห่งความสุข (Endorphin) ออกมา ช่วยให้ร่างกายรู้สึกสบายและมีความสุข

5. การสะท้อนตนเอง (Self-refection)

หมั่นสำรวจทบทวนตนเอง ตระหนักรู้ และยอมรับว่าความเครียดอาจเป็นปัญหา โดยไม่เพิกเฉยต่อสัญญาณเตือนความเครียดต่างๆ ทางกายภาพ อารมณ์ ความคิด หรือพฤติกรรม ลองค้นหาสาเหตุของความเครียด แล้วจัดเรียงปัญหาต่างๆ เหล่านี้ เรียนรู้วิธีการแก้ไขปัญหาที่ใช้ได้จริง พิจารณาสิ่งที่ทำได้ หรือการขอความช่วยเหลือจากใคร โดยแก้ปัญหาแบบค่อยเป็นค่อยไป

6. การใช้เทคนิค 5-4-3-2-1 Grounding

เทคนิคนี้ช่วยทำให้เกิดความสงบและผ่อนคลาย โดยการบอกตนเองว่าเรากำลังอยู่ในสถานที่ปลอดภัย ให้ความจดจ่ออยู่กับลมหายใจ ขณะที่หายใจเข้าทางจมูก ลึก ช้า แล้วผ่อนลมหายใจออกทางปากอย่างผ่อนคลาย จากนั้นสำรวจสิ่งที่อยู่รอบตัวอย่างมีสติ ด้วยการมองเห็นสิ่งต่างๆ 5 อย่าง สิ่งที่สัมผัสได้ 4 อย่าง สิ่งที่ได้ยิน 3 อย่าง กลิ่นที่ได้รับ 2 อย่าง รสชาดที่รับรู้ 1 อย่าง

7. การเว้นระยะห่าง (Distancing)

เรียนรู้การเว้นระยะห่างกับปัญหา หรือสถานการณ์กดดันต่างๆ อาจจะเป็นรูปแบบของการหยุดพักชั่วคราว เมื่อเราพร้อมแล้วค่อยกับมาเริ่มต้นใหม่ หากสถานการณ์นั้นมีอันตรายเราควรหลีกหนี เลี่ยงเลี่ยงไม่ไปเผชิญกับสิ่งนั้นโดยตรง หรือลองมองปัญหาในมุมมองของคนนอก เพื่อเห็นแง่มุมใหม่ที่ไม่เคยเห็น

8. การสร้างความผ่อนคลาย (Relaxation)

หาเวลาว่างสำหรับการพักผ่อนและฝึกฝนการดูแลตนเอง(Self-care) เป็นการมอบสิ่งดีๆ ให้กับตัวเอง  เช่น ฟังดนตรี หรือ podcast เกี่ยวกับการผ่อนคลายและจิตใจสงบ การนั่งสมาธิ การทำสปา การทานอาหารเพื่อสุขภาพ การใช้กลิ่นสมุนไพรต่างๆ ที่ทำให้สงบ การนอนหลับอย่างเพียงพอ การสร้างสมดุลระหว่างความรับผิดชอบต่อผู้อื่นและตนเอง ลดหรือเลิกสูบบุหรี่และดื่มเหล้าแทนความผ่อนคลายถ้าทำได้

9. การสร้างเครือข่ายหรือความสัมพันธ์ที่สนับสนุน (Social support)

หาเพื่อนสนิท ครอบครัว หรือชมรมที่สามารถให้ความช่วยเหลือและคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ในการจัดการความเครียดของคุณ การเข้าร่วมกิจกรรมอาสาสมัครสามารถเปลี่ยน ขยายมุมมองและส่งผลดีต่ออารมณ์ทางบวกได้

การรับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ

หากคุณรู้สึกเครียดเป็นประจำ อย่ากลัวที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ  สิ่งสำคัญคือต้องขอความช่วยเหลืออย่างถูกต้องและรวดเร็วเพื่อที่คุณเริ่มรู้สึกดีขึ้น คุณอาจขอคำปรึกษาจากจิตแพทย์ นักจิตบำบัด หรือนักจิตวิทยา เพื่อจะรับคำแนะนำเกี่ยวกับการรักษาและความช่วยเหลือเพิ่มเติม  ซึ่งมีวิธีการบำบัดความเครียดในแบบต่างๆ ที่อาจจะเหมาะสมกับคุณ เช่น

  • Managing Stress at Work with EMDR ใช้ Butterfly Technique เป็นเทคนิคของ EMDR ในการรวบรวมสติให้เกิดความมั่นคงทางจิตใจเมื่อประสบกับความเครียดจากการทำงาน ซึ่งรวมถึงเทคนิคการหายใจและการทำสมาธิเพื่อช่วยดูแลควบคุมอารมณ์ลบได้
  • Cognitive Behavioral Therapy (CBT) ซึ่งช่วยลดความเครียดได้ด้วยการเปลี่ยนวิธีคิดในสถานการณ์ตึงเครียด
  • การให้คำปรึกษาระหว่างบุคคลสั้น ๆ ซึ่งจะทำให้คุณมีโอกาสพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้คุณเครียดและพัฒนากลยุทธ์การเผชิญปัญหา

10 เทคนิค Work From Home ที่สร้างสุขและผลงานยอดเยี่ยม (ตอนที่ 2)

Let’s Practice! Practice! Practice! 🙂

อดีตผ่านไปแล้ว อนาคตยังมาไม่ถึง ความสุขที่จับต้องได้คือปัจจุบัน

ต่อจากบทความที่แล้วฉันได้นำเสนอ 5 เทคนิค ที่ช่วยเราทำงานที่บ้านได้อย่างมีความสุขและสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยม ได้แก่ 1) การทำสมาธิให้จิตสงบ 2) Boost พลังงานด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ 3) แต่งตัวให้พร้อมต่อการทำงานทางออน์ไลน์ 4) จัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการทำงานที่บ้าน 5) ใช้อุปกรณ์ช่วยเตือนให้ลุกเดิน เคลื่อนไหวบ่อยๆ ในวันนี้ขอต่อยอดอีก 5 เทคนิคที่เหลือที่อาจเป็นประโยชน์กับใครอีกหลายคน

การพักเบรคระหว่างวัน

Pexels/pixabay.com

หลังจากที่เราเริ่มทำงานไปได้ 2 – 3 ชั่วโมง หรือทำงานเสร็จสัก 1 ชิ้น ชวนกันพักเบรคสั้้นๆ ประมาณ 20 – 30 นาที ด้วยการทำกิจกรรมที่เคลื่อนไหวร่างกาย เช่น การทำงานบ้านเล็กๆ การกวาดบ้าน การล้างจาน การเดินไปชงกาแฟ การบริหารร่างกาย เป็นต้น ขอแนะนำว่าไม่ควรไปดูหนังหรือเข้า Social Media ต่างๆ เพราะจะทำให้เกิดแรงต้านในการกลับมาทำงานต่อ การหยุดพักช่วงสั้นๆ ทำให้สมองได้รีเฟชแล้วกลับมาทำงานอีกครั้งได้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

การบริหารร่างกายคลายกล้ามเนื้อ

cnort/pixabay.com

ความเหนื่อยล้าจากการการนั่งทำงานเป็นเวลานาน มักสร้างผลกระทบให้กับกล้ามเนื้อเกิดความตึงเครียดและเมื่อยล้าอย่างมากโดยเฉพาะบริเวณ มือ บ่า ไหล่ คอ และหลัง หลายคนนั่งทำงานที่บ้านใช้เวลาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานพอรู้ตัวอีกที เกิดอาการปวดคอ ปวดหลัง แสบตา ชวนหยุดพักสั้นๆ ประมาณ 5 นาที แล้วมาบริหารร่างกายด้วยท่าต่างๆ 1) พักสายตาด้วยการมองหาสีเขียว หรือมองบางสิ่งที่ทำให้เราสงบโดยไม่คิดอะไร 2) บริหารคอด้วยการหมุนคอตามเข็มนาฬิกา 3 ครั้ง ทวนเข็มนาฬิกา 3 ครั้ง ก้ม-เงยคอ 3 ครั้ง ค่อยๆทำอย่างช้าๆ 3) คลายกล้ามเนื้อหลังด้วยการยืนขึ้นและเหวี่ยงแขนสองข้างขึ้นลง 50 ครั้ง 4) บริหารนิ้วมือด้วยการกำมือแล้วคลายมือออก 50 ครั้ง

ผ่อนคลายร่างกาย/จิตใจหลังทำงานทั้งวัน

blueland/pixabay.com

ในแต่ละวันเราใช้พลังชีวิตขับเคลื่อนทำกิจกรรมต่างๆ แบบอัตโนมัติ ทำให้หลายคนลืมร่างกายและจิตใจของตนเอง หาเวลาให้กับตนเองโดยไม่ต้องเร่งรีบทำอะไร เป็นการสร้างความผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ เช่น การอาบน้ำใต้แสงเทียน การแช่เท้าด้วยน้ำเกลือ ฟังเพลงบรรเลง การนวดฝ่ามือ ฝ่าเท้าด้วยน้ำมันหรือสวดมนต์ นั่งสมาธิ เป็นต้น วิธีการเหล่านี้ช่วยชำระล้างความเครียดสะสมที่เราทำงานมาทั้งวัน และเป็นการทำความสะอาด ฟื้นฟูพลังบวกให้เราได้กลับสู่บ้านภายในจิตใจ เป็นภาวะความสงบ มั่นคง เพื่อเตรียมความพร้อมให้เราเผชิญกับวันใหม่ได้อย่างสดชื่นและเบิกบาน

การให้รางวัลเล็กๆ หลังทำงานเสร็จ

pasja1000/pixabay.com

การเริ่มต้นทำงานในแต่ละวัน ชวนกันตั้งเป้าหมายเล็กๆ กับการทำงาน เมื่อเราทำเป้าหมายได้สำเร็จ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความสุขที่มีชื่อว่า Dopamine ทำให้เราเกิดความสุขระหว่างการทำงาน การสร้างเป้าหมายย่อยๆ ทำให้เรามีโอกาสประสบความสำเร็จและสร้างกำลังใจในตนเองมีแรงใจทำสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น ลดความคาดหวังและกดดันกับตนเอง เมื่อเราทำเป้าหมายได้ตามที่ตั้งใจไว้ท้ายสุดของแต่ละวัน เราควรมอบของขวัญเล็กๆ ให้กับตนเอง เช่น การชื่นชม ช๊อคโกเลต การดูหนังดีๆ การอยู่กับคนที่รัก เป็นต้น

หาเวลาพูดคุยกับคนในครอบครัว

MaggiePoo /pixabay.com

หลังจากทำงานมาทั้งวัน บางคนอาจจะไม่ได้มีเวลาในการพูดคุยกับคนในครอบครัวระหว่างทำงาน เพราะมัวแต่ทำงานหรือประชุมผ่านออน์ไลน์ ทำให้เราขาดอาหารใจที่เรียกว่าความใกล้ชิดผูกพัน ฉันจึงอยากเชิญชวนให้เราใช้เวลาในช่วงเย็นของแต่ละวันได้มีโอกาสพูดคุยกับคนในครอบครัว หรือโทรศัพท์คุยกับคนใกล้ชิด หาเวลาทานข้าวพร้อมกัน การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับคนที่เราไว้วางใจ ช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยว ความเหงา ทำให้เรารู้สึกมีเพื่อน มีครอบครัว พลังนี้เป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนชีวิตเมื่อเราต้องทำสิ่งที่มีความท้าทาย

10 เทคนิค Work From Home ที่สร้างสุขและผลงานที่ยอดเยี่ยม (ตอนที่ 1)

Let’s Practice! Practice! Practice! 🙂

ความสุขที่ยอดเยี่ยม คือการอยู่กับปัจจุบัน–ท่านไดไลลามะ

นับตั้งแต่เกิดโรคระบาดไวรัสโควิด-19 องค์กรต่างๆ เริ่มมีกระบวนการให้ทำงานจากที่บ้าน (work from home) เป็นการช่วยยับยั้งและสร้างความปลอดภัยจากเชื้อไวรัสโควิด-19 กับชีวิตของพนักงานมากขึ้น นับจากวันประกาศพรก.ฉุกเฉินในวันที่ 3 เมษายน ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้เป็นเวลาเกือบ 1 เดือนแล้ว หรือบางคนอาจจะมีชีวิตทำงานจากที่บ้านมากกว่านั้น

หลายคนได้เจอประสบการณ์และผลกระทบจากการทำงานที่บ้านมากมาย เช่น บางคนบอกว่า ทำงานหนักมากกว่าที่ทำงานในออฟฟิศ บางคนเริ่มมีอาการปวดหลัง บ่า ไหล่เพราะนั่งทำงานทั้งวัน บางคนเริ่มพูดคุยกับกำแพงห้อง เพราะไม่ได้เจอคนหรือพูดคุยกับใครเลย บางคนเริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นเพราะไม่ค่อยได้เดิน

วันนี้ฉันขอนำเสนอ 10 เทคนิคที่ช่วยพวกเรา work from home ได้อย่างมีความสุขและสร้างผลงานที่มีประสิทธิภาพได้
lukasbieri/pixabay.com
  1. การทำสมาธิให้จิตสงบมั่นคง
dimitrisvetsikas/pixabay.com

เริ่มต้นของเช้าวันใหม่ในการทำงานด้วยการนั่งสมาธิประมาณ 15-30 นาที เป็นการเสียสละเวลาเพียงเล็กน้อยแต่คุณจะได้รับประโยชน์อย่างมากมายจากการทำสมาธิ เช่น ช่วยลดสารความเครียด ความกังวล ทำให้จิตใจสงบ มีสติเท่าทันอารมณ์ เป็นต้น ฉันมักจะนั่งเป็นประจำประมาณ 30 นาที ก่อนที่จะทำกิจวัตรประจำวันและการทำงาน เริ่มด้วยการนั่งในท่าที่สบายและมีอากาศปลอดโปร่ง ลมถ่ายเทสะดวก นำพาจิตใจของเรากลับมาอยู่ที่ลมหายใจ สูดลมหายใจเข้า-ออกให้ลึกขึ้นกว่าเดิม ผ่อนคลายมีสติกับลมหายใจ นำมือของเราไปสัมผัสบริเวณหัวใจ ขอให้เรารับรู้ถึงการสั่นสะเทือนระหว่างมือกับหัวใจของเราสักครู่ จากนั้นนำพาจิตกลับมาอยู่กับลมหายใจทำไปเรื่อยๆ สิ่งสำคัญขอให้คุณสังเกตความผ่อนคลายที่เกิดขึ้นทั้งทางกายหรือจิตใจ คุณไม่จำเป็นต้องนั่งยาวแต่ขอให้จิตใจรู้สึกได้ถึงความสงบ ผ่อนคลาย เป็นวิธีการเติมพลังชีวิตก่อนคุณจะใช้พลังชีวิตนั้น

2. Boost พลังงานด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์

หากเปรียบชีวิตเราเหมือนกับรถยนต์ สารอาหารเปรียบเหมือนกับเชื้อเพลิงที่ช่วยขับเคลื่อนชีวิต แต่ละวันเราเลือกว่าเราจะเติมเชื้อเพลิงอะไรให้กับรถยนต์คันนี้ หากเราเลือกเชื้อเพลิงที่มีความบริสุทธิ์ การเผาผลาญเชื้อเพลิงก็จะมีประสิทธิภาพ ฉันมักเลือกเติมเชื้อเพลิงด้วยน้ำผักผลไม้สดที่ให้ความสดชื่นและให้พลังงานเชิงบวกกับร่างกาย ก่อนที่จะเริ่มต้นทำงาน วันนี้ฉันขอนำเสนอสูตรที่ดื่มเป็นประจำกับคนในครอบครัวมีชื่อว่า “Positive Energy” สูตรนี้สำหรับ 2-3 ที่ มีส่วนผสมแครอท 1 ลูก บีทรูท 1/2 ลูก เสาวรส 1/2 ลูก แอ๊ปเปิ้ล 1 ลูก สัปปะรด 4-5 ชิ้น น้ำเปล่า 2 ถ้วย เกลือเล็กน้อย นำ้ผึ้ง 1 ชช.

3. แต่งตัวให้พร้อมเสมอกับการการทำงานทางออน์ไลน์

kaboompics/pixabay.com

ความสวยงามเป็นอาหารตาแบบหนึ่งที่ช่วยให้จิตใจของเราเกิดความรู้สึกเชิงบวก การแต่งหน้า แต่งตัวก็เช่นกันทำให้ตัวเราดูดีและเกิดความมั่นใจในตนเองได้ ตอนแรกๆ ของการเริ่มทำงานที่บ้านฉันก็ใส่ชุดอยู่บ้าน หน้าตาก็ไม่ได้แต่งอะไร แต่พอผ่านไปหลายสัปดาห์ ฉันเริ่มเห็นใบหน้าตนเองหมองคล้ำ ไม่มีสีสัน หน้ามันทั้งวัน พอเอาชุดทำงานมาใส่ก็เริ่มรู้สึกถึงความคับได้ เวลามีลูกค้าโทรมาปรึกษาทาง online ฉันต้องรีบเร่ง ไปแต่งตัวทำให้เสียเวลา และอารมณ์เสียอยู่บ่อยๆ พอเห็นตัวเองในแบบนี้เรื่อยๆ เข้า ความสุขสงบในใจก็ค่อยๆ หายไป วันนี้ฉันจึงอยากเชิญชวนเพื่อนๆลุกขึ้นมาแต่งหน้า แต่งตัวทำให้เรารู้สึกสดชื่น มีชีวิตชีวา เราอาจจะเลือกเสื้อผ้าโดยวิธีการถามเค้าว่า วันนี้ชุดไหนอยากไปทำงานกับเราบ้าง แล้วลองสังเกตว่ามีสัญญาณอะไรจากชุดไหนส่งออกมาเราก็เลือกตามนั้น และอาจจะแต่งหน้าอ่อนๆ แค่รองพื้นแป้งและทาลิปสติกบางๆ เพียงเท่านี้ เราก็มีใบหน้าต้อนรับทุกคน และทุกสถานการณ์ที่เข้ามาได้ในทิศทางบวกแล้ว

4. จัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการทำงานที่บ้าน

pixabay.com

สภาพแวดล้อมเป็นปัจจัยหนึ่งที่สนับสนุนให้การทำงานที่บ้านประสบความสำเร็จ เราควรมีโต๊ะ เก้าอี้ที่ทำให้เรานั่งได้สบายๆ ไม่ปวดเมื่อยหลัง ขา อุณหภูมิ แสงในห้องพอดีกับร่างกายของเรา และห่างไกลจากแหล่งที่จะพาเราออกจากการทำงานได้ง่าย เช่น โทรทัศน์ เตียงนอน โซฟา หากเป็นไปได้ควรมีช่องหน้าต่างที่ทำให้เรามองเห็นธรรมชาติ สำหรับบางคนอาศัยในคอนโค เราก็สามารถนำต้นไม้เล็กๆ มาวางไว้ในมุมที่เราจะมองเห็นเวลาที่เราต้องการพักสายตา หรืออาจติดรูปภาพวิว ธรรมชาติไว้บนผนังห้อง และเตรียมอุปกรณ์อิเลคโทรนิคให้พร้อมต่อการทำงานทาง online บนโต๊ะไม่ควรมีของเยอะ มีพื้นที่เล็กๆ ให้เราได้วางแก้วน้ำสำหรับดื่ม

5. ใช้อุปกรณ์ช่วยเตือนให้ลุกเดิน เคลื่อนไหวบ่อยๆ

yellowcat /pixabay.com

เวลาที่เราโฟกัสอะไรสักอย่าง จิตของเรามักสนใจสิ่งๆนั้น โดยละเลยสิ่งอื่นๆ หลายคนทำงานที่บ้าน อาจจะนั่งทำงานทั้งวัน รู้ตัวอีกทีก็เกือบบ่าย หรือบางคนก็เย็นแล้ว หากทำพฤติกรรมแบบนี้เป็นประจำจะผลให้เกิดความเมื่อยล้ากับร่างกายของเรา ฉันจึงมีวิธีหลีกเลี่ยงพฤติกรรมการนั่งโต๊ะนาน ด้วยการใช้อุปกรณ์ช่วยเตือนให้เราได้ลุกเดิน เคลื่อนไหวได้บ่อยๆ ตัวช่วยของฉันคือ นาฬิกาข้อมือที่มีระบบคอยเตือนฉันให้เคลื่อนไหว หากฉันนั่งนานเกินไป หรือใช้วิธีการจิบน้ำบ่อยๆ เพื่อให้เราได้ลุกเดินไปเข้าห้องน้ำ มีงานวิจัยกล่าวว่า การทำงานที่สร้างประสิทธิภาพเกิดจากการได้พักเบรคสั้นๆจากสิ่งที่เราทำอย่างต่อเนื่อง แล้วค่อยกลับมาทำใหม่ สมองจะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่าทำงานแบบเดิมเป็นระยะเวลายาวนาน